[SF] Rainy Days (ChanSu)

posted on 29 Oct 2011 04:02 by tictoc13 in SF-2PM

Title: Rainy day

Pairing : ChanSu

Author : tictoc13

Rating : PG-13

Author note : rain rain rain rain rain falling down my head . . .

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

                ฮวางชานซองเกลียดฝนตก

 

 

                สายฝนพร่างพรำลงมาไม่ขาดสาย ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของเมืองใหญ่ ร้านกาแฟเล็กๆซุ่มตัวอยู่ระหว่างร้านขายดอกไม้และร้านขายเครื่องเขียน หยาดฝนกระเซ็นใส่ต้นไม้ในกระถางหน้าร้าน ใบไม้ขยับไหวราวกับจะเริงระบำให้กับความสุขอันชุ่มฉ่ำ

 

                ในขณะเดียวกัน ผู้คนต่างพากันรีบเร่งนำตนไปให้ถึงจุดหมาย บ้างถือร่มกันฝน บ้างสวมเสื้อคลุมกันฝน บ้างหลบอยู่ใต้ร่มเงาของร้านรวง บ้างเลือกที่จะหยุดพักผ่อนในร้านอาหารหรือร้านกาแฟจนกว่าฝนจะตก บางคนรีบเร่งถึงกับยอมวิ่งฝ่าฝนตัวเปียกปอน

 

                นัยน์ตาสีดำจ้องมองผ่านกระจกใส มองน้ำจากฟ้าตกกระทบพื้นหยดแล้วหยดเล่า เขานั่งอยู่ในร้านกาแฟนี้มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วและฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือซาลงแต่อย่างใด

               

                ชานซองไม่ชอบฝน..ไม่ชอบฝนเอามากๆ

                มันทำให้เขาคิดถึงใครบางคน

 

                ยกแก้วกาแฟเย็นชืดขึ้นจิบ ความจริงเขามีนัดคุยงานกับลูกค้าตอนบ่ายโมงทว่ากลับถูกแคนเซิลนัดจึงต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาไปเรื่อยๆเพราะไม่อยากกลับเข้าไปเจอบรรยากาศน่าเบื่อในออฟฟิศ

 

                กวาดสายตามองรอบร้าน วันนี้ร้านแน่นขนัด ปกติแล้วในยามบ่ายเช่นนี้ร้านไม่ค่อยมีคนมากนัก คงเป็นเพราะฝนตกทำให้คนหาที่หลบฝนกันเยอะ ร้านกาแฟเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีในการหลบฝนและฆ่าเวลา

 

                เจ้าของร้านคงชอบสายฝน ในขณะที่เขาเกลียดฝนจับจิต

 

                กวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟแล้วขอเมนูอาหาร ในเมื่อฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเขาก็ควรหาอะไรรองท้องเสียหน่อย พาสต้าหรือแซนวิชสักจานดูจะเป็นความคิดไม่เลว

 

                สั่งพาสต้าซอสกุ้งพร้อมน้ำเปล่าก่อนจะนั่งถอนหายใจดังเดิม กวาดสายตามองรอบร้านอีกครั้ง คู่รักหลายคู่นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิง พลันหัวใจปวดหนึบ เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคู่รักพวกนั้น ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นเพียงอดีต

 

                ประตูร้านเปิดออกอีกครั้ง ชายหนุ่มร่างบางพร้อมลูกสุนัขหน้าตาน่ารักเปียกปอนอยู่ในอ้อมแขน ตัวชายหนุ่มเองก็เปียกไม่แพ้กัน ทั้งคู่คงวิ่งฝ่าฝนมา

 

                โชคไม่ดีที่วันนี้ร้านแน่นขนัดจึงไม่เหลือที่นั่งให้ชายหนุ่มเลยแม้กระทั่งหน้าเคาน์เตอร์ ระหว่างที่กำลังยืนเก้กังอยู่นั้นใบหน้าหวานก็หันมาทางเขา ชานซองแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นใบหน้านั้นถนัดตา

 

                "จียอน.." ครางในลำคอเสียงต่ำ ก่อนที่สติจะเป็นฝ่ายร้องบอกว่าชายหนุ่มไม่ใช่จียอน จียอนเป็นผู้หญิงทว่าผู้มาใหม่เป็นผู้ชาย ไม่มีทางเป็นจียอนของเขาไปได้

 

                "คุณครับ" อะไรบางอย่างดลใจให้ชานซองลุกขึ้นตะโกนเรียกคนที่กำลังจะเดินออกไปจากร้าน ร่างบางหมุนกลับมามองเขาด้วยสีหน้างงงัน "ถ้าไม่รังเกียจมานั่งกับผมไหมครับ โต๊ะผมว่าง"

 

                รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานทันที ร่างบางเดินลิวมายังโต๊ะที่เขานั่ง หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มอบรอยยิ้มจริงใจให้เป็นของตอบแทน

 

                "ขอบคุณมากนะครับ" ลูกสุนัขนั่งตาแป๋วอยู่บนตัก ชานซองเพิ่งสังเกตว่ามันมีสายจูงด้วย

 

                พนักงานร้านนำผ้าขนหนูสองผืนมาให้ร่างบางพร้อมทั้งอนุญาตให้ใช้เช็ดตัวลูกสุนัขได้ด้วย ร่างบางขอบใจเป็นการใหญ่ก่อนจะลงมือเช็ดขนให้ลูกสุนัขโดยไม่สนใจตนเองที่อยู่ในเสื้อผ้าเปียกชื้น

 

                เสื้อยืดคอวีแขนสั้นสีฟ้าอ่อนแนบเนื้อจนเห็นสัดส่วนชัดเจน กางเกงยีนส์สีดำเองก็คงชุ่มน้ำไม่แพ้กัน ทว่าร่างบางกลับไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาห่อลูกสุนัขด้วยผ้าขนหนูอีกผืนแล้วพาดผ้าผืนที่เปียกไว้กับพนักเก้าอี้

 

                "ไม่เช็ดตัวหรือครับ" ชานซองถาม ประหลาดใจนิดหน่อยเพราะไม่เคยเห็นใครเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงขนาดนี้

 

                "ผมทนได้ครับ" ร่างบางตอบ "แต่ผมกลัวชารันเป็นปอดบวม ชารันไม่ค่อยแข็งแรงน่ะครับ เป็นโรคหัวใจ"

 

                เพิ่งรู้วันนี้ล่ะว่าสุนัขก็เป็นโรคหัวใจกับเขาได้ด้วย ถึงกระนั้นชานซองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ร่างบางหันไปสั่งเครื่องดื่มและพาสต้ากับพนักงานก่อนจะหันกลับมายิ้มให้ร่างสูงอีกครั้ง

 

                "ผมชื่อจุนซูครับ คิมจุนซู" แนะนำตัวเพราะเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ทำความรู้จัก

 

                "ผมฮวางชานซองครับ เรียกชานซองเฉยๆก็ได้" แนะนำตัวกลับบ้าง รู้สึกชอบในความเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของจุนซู

 

                พาสต้าของชานซองมาขัดจังหวะการสนทนาเสียก่อน ร่างสูงดึงจานพาสต้าเข้าหาตัว วางแก้วน้ำเปล่าไว้ข้างแก้วกาแฟก่อนจะหันกลับมาถามร่างบาง

 

                "อนุญาตให้ผมเลี้ยงขนมชารันหรือเปล่าครับ" เป็นคำถามที่ค่อนข้างพิกลแต่จุนซูก็พยักหน้า

 

                "ได้ครับ ว่าแต่คุณจะเลี้ยงยังไงที่นี่ร้านขายอาหารคนนะครับ"

 

                ชานซองผมยิ้มไม่ตอบว่ากระไรแต่ลุกจากโต๊ะไปคุยอะไรบางอย่างกับมาสเตอร์เจ้าของร้านแล้วกลับมาพร้อมขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขสองชิ้น

 

                "อภินันทนาการจากมาสเตอร์แทคยอน แต่คนจ่ายเงินซื้อมาคือฮวางชานซองครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะชารัน" นอกจากของขบเคี้ยวแล้วยังมีผ้าขนหนูอีกผืนหนึ่งที่ถือวิสาสะโปะมันลงบนหัวของจุนซู ร่างบางทำตาปริบๆมองชารันงับขนมไปอมแก้มตุ่ย

 

                ชานซองกลับมานั่งที่เดิม "คุณน่าจะเช็ดผมหน่อยนะครับ หรือไม่ก็เอาผ้าขนหนูคลุมตัวไว้หน่อย แอร์ในร้านค่อนข้างเย็นประเดี๋ยวจะเป็นปอดบวมไปก่อนชารัน อ้อ ผมเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านครับไม่ต้องห่วง" รีบบอกเมื่อเห็นร่างบางยังคงมองขนมในปากชารัน

 

                "ขอบคุณครับ" จุนซูยิ้มให้ "ชารันคงดีใจมาก ตั้งแต่พี่จียอนไปต่างประเทศผมก็ต้องดูชารันคนเดียว ไม่ค่อยมีเวลาให้เท่าไรเพราะผมต้องไปซ้อมดนตรี"

 

                 "อยู่คนเดียวหรือครับ" ร่างบางชะงักจากคำถามนั้น ตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อย ร่างสูงจึงรีบพูดต่อ "ผมหมายถึงว่าคุณอยู่กับชารันแค่นั้นหรือครับ ไม่ได้อยู่กับพี่สาวหรือ"

 

                รอยยิ้มกลับมาปรากฏบนริมฝีปากบางอีกครั้ง "ครับ ผมอยู่กับชารัน พี่สาวผมไปเรียนต่อต่างประเทศกับแฟนเขาน่ะครับ เนอะชารันเนอะ หม่าม๊าจียอนทิ้งให้เราอยู่กันสองคนใจร้ายชะมัดเลย" ก้มลงไปพูดกับชารันจึงไม่เห็นว่าชานซองชะงักมือที่กำลังจะส่งพาสต้าเข้าปาก

 

                พาสต้าซอสกุ้งของโปรดจืดไปเสียสนิทเมื่อได้ยินชื่ออดีตคนรัก คงไม่บังเอิญไปหน่อยที่เขาจะมาเจอคนที่หน้าตาคล้ายจียอนแต่เป็นผู้ชาย แถมยังมีพี่สาวชื่อจียอนอีก

 

                จียอนเคยบอกเขาว่ามีน้องชาย..

 

                "พี่สาวชื่อจียอนหรือครับ" แสร้งถามทั้งที่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ โชคดีที่จุนซูไม่ทันสังเกต

 

                "ใช่ครับ คิมจียอน พี่สาวแท้ๆของผมเอง"

 

                ร่างสูงครางในลำคอเสียงแผ่ว พยายามเก็บอาการไว้ไม่ให้จุนซูสังเกตได้อย่างเต็มที่ บางที...ถ้าเขาสนิทกับจุนซูเขาอาจจะได้เจอกับจียอนอีกครั้ง ถ้าเกิดจียอนกลับมา ถ้าเกิดว่าได้เจอกันอีก..

 

                "คุณจุนซูอายุเท่าไรครับ"

 

                "20 ครับ แต่ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้นะ แล้วถ้าให้ผมเดาคุณต้องอายุมากกว่าผมหลายปีใช่ไหมล่ะ" ยิ้มล้อๆใส่ยูนิฟอร์มพนักงานบริษัทของร่างสูง ชานซองหัวเราะกลบเกลื่อน

 

                "ผมอายุ 25 ครับ"

 

                "เท่ากับพี่จียอนเลยนี่นา ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเรียกพี่แล้วล่ะ พี่ชานซอง" พนักงานนำพาสต้าของจุนซูมาเสิร์ฟพอดี บทสนทนาจึงถูกปิดฉากลงแต่เพียงเท่านั้นเพราะต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในความคิดของตนเอง จุนซูเป็นพวกไม่สนใจใครเวลาทานอาหารอยู่แล้ว ทว่าชานซองกลับทานไม่ลงเพราะมัวแต่ครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง

 

                ทำอย่างไรเขาถึงจะสนิทกับจุนซูได้นะ

 

                แม้กระทั่งสีหน้าเวลาเจออาหารที่ถูกใจยังเหมือนจียอน ชานซองมองจุนซูเหมือนเห็นภาพของจียอนซ้อนทับมากับใบหน้าของร่างบาง และดูท่าเจ้าชารันตัวน้อยจะสัมผัสได้ว่าเขาคิดไม่ซื่อกับนายของมันมันเลยจ้องหน้าเขาตาเขม็ง

 

                ระหว่างหาทางตีสนิทก็พบว่าฝนด้านนอกซาลงมากแล้ว เหลือเพียงโปรยปรายเล็กน้อย เขาอาจจะชวนจุนซูไปเดินคุยกัน หรือไม่ก็หาเรื่องนั่งแช่อยู่ที่นี่ต่อ เดี๋ยวค่อยโทรไปลางานครึ่งวันที่บริษัท

 

                ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อจุนซูก็เงยหน้าขึ้นมา ชานซองใจเต้นตึกตัก รู้สึกเหมือนตอนออกเดทกับจียอนใหม่ๆไม่มีผิด จุนซูสูดจมูกฟุดฟิด สงสัยเสื้อผ้าเปียกชื้นจะเริ่มทำพิษเสียแล้ว

 

                "เป็นอะไรหรือเปล่า" จงใจละคำลงท้ายเพื่อเพิ่มความสนิทสนม ร่างบางส่ายหน้า

 

                "ไม่เป็นอะไรครับ แค่หนาวนิดหน่อย"

 

                "เอาเสื้อพี่ไปใส่ก่อนไหม" คว้าเสื้อแขนยาวที่พาดอยู่เก้าอี้ตนส่งให้ ทว่าจุนซูกลับปฏิเสธ

 

                "อย่าลำบากเลยครับ รบกวนคุณเปล่าๆ"

 

                "เรียกว่าพี่ชานซองก็ได้  จุนซูหนาวจนตัวสั่นแล้วนะ คงไม่อยากป่วยแล้วไม่มีใครดูแลชารันใช่ไหม" ยกชารันมาอ้างเพราะดูแล้วคนตัวเล็กจะรักชารันมาก เห็นดังนั้นร่างบางจึงรับเสื้อมาจากร่างสูงแล้วขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำ

 

                เจ้าชารันเมื่อเห็นนายไม่อยู่ก็สบโอกาสหยั่งเชิงศัตรูคนใหม่ ทว่าสุนัขพันธุ์มอลทีสอย่างชารันนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือของชานซองเท่านั้นเอง เจ้าตัวเล็กเลยได้แต่หรี่ตามองร่างสูงแสดงความไม่พอใจออกมาเต็มที่

 

                ชานซองหัวเราะหึ ท่าทางจะหวงแม่น่าดู

 

                จุนซูกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง แก้มขาวขึ้นสีจางเล็กน้อยเมื่อถูกเจ้าของเสื้อจ้องมอง เสื้อแขนยาวที่ชานซองนำมาเป็นเสื้อสีขาวเพราะชุดของบริษัทเป็นสีขาว เมื่อมาอยู่บนร่างของจุนซูแล้วก็หลวมโพรกเพรก ร่างบางรวบคอเสื้อให้ปิดอก

 

                "อย่ายิ้มสิ" เอ็ดร่างสูงเสียงแผ่ว อุ้มชารันมานั่งตัก ก้มหน้าจนแทบจมหายเข้าไปในอก

 

                ชานซองอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

 

                "เสื้อตัวใหญ่หรือจุนซูตัวเล็กไปเนี่ย"

 

                "เสื้อตัวใหญ่" ค้อนตาคว่ำใส่คนช่างล้อ เสเล่นกับชารันกลบเกลื่อนความเขินของตนเอง ความเป็นสุภาพบุรุษแถมยังขี้เล่นของชานซองทำให้จุนซูรู้สึกดีที่จะพูดคุยด้วย

 

                ฝนด้านนอกหยุดตกไปนานแล้ว คนในร้านเริ่มทยอยออกไปจนเหลือเพียงชายหนุ่มสองคนและสุนัขหนึ่งตัว ชานซองชวนจุนซูคุยอย่างเพลิดเพลิน จุนซูตอบบ้างไม่ตอบบ้าง บางครั้งใบหน้าหวานก็ขึ้นสีเพราะคำหยอกเย้าของร่างสูง

 

                ชานซองรู้แล้วว่าฝนหยุดตก แต่เขายังไม่อยากไปไหนในตอนนี้ เขาอยากคุยกับจุนซูต่อไปเรื่อยๆ..

 

 

 

 

 

 

 

               

 

                ฝนยังคงเทลงมาเหมือนทุกวัน ฤดูฝนช่างแสนน่าเบื่อก็เพราะฝนเอาแต่ตกไม่หยุดนี่ล่ะ วันนี้เขาไม่เดือดร้อนเท่าใดนักเพราะขับรถส่วนตัวมา แถมหัวหน้างานไม่อยู่ไปประชุมต่างประเทศเลยสบโอกาสแอบแว้บออกมาขับรถเล่นหนีความจำเจ

 

                จากที่รู้มา จุนซูเรียนอยู่มหาวิทยาลัยศิลปะมีชื่อแห่งหนึ่ง โชคดีที่เขามีเพื่อนอยู่มหาวิทยาลัยนี้เลยให้ช่วยสืบหาประวัติของร่างบางให้จึงได้รู้ว่าจุนซูเป็นนักศึกษาปีสอง คณะดุริยางค์ มิน่าล่ะถึงเคยบอกว่าต้องไปซ้อมดนตรี

 

                ขับไปขับมาเพลินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยของจุนซูได้อย่างไรก็ไม่รู้ ร่างสูงชะลอรถพลางชั่งใจ ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่ได้พบกับจุนซูอีก เสื้อสีขาวตัวนั้นไปพร้อมจุนซูด้วย ร่างบางขอเบอร์โทรศัพท์เขาไปบอกว่าจะติดต่อมาแต่ก็ไม่ได้ติดต่อมาเลยสักครั้ง เขาเอาแต่นั่งมองโทรศัพท์จนเพื่อนร่วมงานหาว่าเพี้ยน

 

                ตัดสินใจจอดรถเข้าเลียบทาง มองประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัยแล้วเม้มปาก โทรหาไอ้เพื่อนบังเกิดเกล้าดีไหมนะ มันอยู่คณะเดียวกับจุนซูเสียด้วย แถมยังเคยสอนจุนซูอีก น่าจะเป็นสะพานให้เขาเข้าไปทำความสนิทสนมกับจุนซูได้

 

                ระหว่างกำลังคิดสะระตะเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมายใครคนหนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถสีดำคันใหญ่  เสื้อยืดสีฟ้าอ่อนและกางเกงสีดำ ฮวางชานซองจำได้ขึ้นใจ บวกกับใบหน้าหวานและร่างผอมบางแล้วยิ่งจำได้เข้าไปใหญ่ แปลกตาไปตรงที่ร่างบางถือร่มสีเหลืองนี่ล่ะ

 

                จุนซูยื่นหน้าไปคุยกับใครสักคนในรถ คนๆนั้นยื่นมือออกมาหยิกแก้มจนร่างบางหน้างอ ฟาดมือนั้นไปหนึ่งทีแล้วผลักให้หดมือกลับไปเข้า

 

                วูบหนึ่งที่ชานซองรู้สึกไม่พอใจโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

                  รอจนรถสีดำเคลื่อนตัวออกไปจึงเปิดกระจกรถแล้วตะโกนเรียกจุนซู

 

                "จุนซู!" เจ้าของชื่อสะดุ้งก่อนจะหันมาทำหน้าเหมือนถูกผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ

 

                "พี่ชานซอง!" จุนซูถลามาหาชานซองที่รถ หยาดฝนกระเซ็นโดนร่างบางเล็กน้อย "มาอยู่ที่นี่ได้ไงครับ"

 

                ชานซองปลดล็อกประตู บุ้ยใบ้ให้จุนซูขึ้นรถ

 

                "พี่ชานซองรู้ได้ไงครับว่าวันนี้จุนซูอยู่ที่นี่" ร่างบางถามเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในรถพร้อมร่างสูง รู้สึกอายนิดหน่อยที่ได้เจออีกฝ่ายแบบบังเอิญเช่นนี้ ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้พี่ชานซองเห็นเขาถูกหยิกแก้มเหมือนเด็กๆหรือเปล่า

 

                "พี่เก่ง" ตอบกลับหน้าตายให้คนตัวเล็กค้อนขวับ ร่างสูงหัวเราะชอบใจ โยกโคลงหัวเห็ดๆอย่างเอ็นดู เขาไม่เคยมีน้องชาย พอได้น้องแบบจุนซูเลยรู้สึกสนุกดี

 

                รถสีบรอนซ์เงินเคลื่อนตัวออกหลังจากจอดแช่อยู่รวมสิบนาที ฝนยังเทลงมาไม่หยุด จุนซูพูดเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ชานซองฟังไม่หยุดปาก ร่างสูงเองก็พลอยผสมโรงตามไปด้วย

 

                ชานซองเสนอไปขับรถเล่นแล้วต่อด้วยทานไอศกรีม ทว่าจุนซูกลับขอให้ร่างสูงมาส่งที่บ้านเพราะเป็นห่วงชารัน เนื่องจากไม่สามารถขัดได้เพราะคนตัวเล็กตั้งใจแน่วแน่จึงต้องพามาส่งบ้าน

 

                บ้านเดี่ยวสีขาว ด้านหน้ามีสวนเล็กๆจัดไว้อย่างสวยงาม บ้านหลังเดิมที่เขาเคยมาเยือนเมื่อสองปีก่อนจนกระทั่งครึ่งปีที่แล้ว บ้านของจียอน..

 

                จุนซูลงไปเปิดประตูรั้วให้ ถึงบ้านนี้จะมีโรงจอดรถจุนซูก็ไม่มีปัญญาซื้อรถอยู่ดีเพราะขับรถไม่เป็น ชานซองขับรถเข้าไปจอดไว้ในโรงรถ มองร่างบางเดินไปปิดประตูรั้วแล้ววิ่งแจ้นไปเปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว

 

                เสียงเห่าของชารันเป็นเสียงเรียกที่ได้ยินหลังจากเข้ามาในบ้าน จุนซูบอกว่าเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ครึ่งปี จียอนบอกให้จุนซูออกจากหอพักที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้มาอยู่ที่บ้านเป็นเพื่อน

 

                เจ้าชารันจิกตาใส่เขาอย่างเคย มันคงไม่ชอบขี้หน้าเขาเอามากๆ จนป่านนี้ยังแยกเขี้ยวขู่ไม่เลิก ถ้าจุนซูไม่อยู่มีหวังมันวิ่งมางับขาเขาด้วยเขี้ยวที่มีอยู่น้อยนิด

 

                เจ้าของบ้านเอาน้ำผลไม้มาเสิร์ฟก่อนจะขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ชารันวิ่งตามเจ้านายขึ้นไปด้วย ชานซองกวาดสายตามองรอบบ้าน สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จียอนชอบสีชมพูเลยมีของใช้สีชมพูเสียเยอะ ทว่าตอนนี้ของใช้หลายชิ้นถูกเปลี่ยนเป็นสีเบจหรือไม่ก็สีโทนเย็น

 

                ไม่นานนักจุนซูก็กลับลงมาในเสื้อผ้าชุดลำลองชุดใหม่ ในมือถือเสื้อแขนยาวตัวหนึ่งที่ชานซองจำได้ว่าเป็นของเขาเอง

 

                "ผมเอาเสื้อมาคืนให้พี่ด้วยครับ" ร่างบางว่า ยื่นเสื้อให้ร่างสูงที่รับมาวางไว้บนตัก แรกเห็นว่าหน้าเหมือนกันแล้วตอนนี้ยิ่งเหมือนกันเข้าไปใหญ่ จุนซูใส่เสื้อกล้ามสีขาวพิมพ์ลายการ์ตูนกับกางเกงขาสามส่วน ดูท่าพี่น้องคงชอบอะไรคล้ายกัน

 

                "พี่สาวจุนซูไม่มาหาบ้างเหรอ" แสร้งถามทั้งที่รู้ดีว่าจียอนคงไม่มีวันกลับมา มองจุนซูนั่งลงข้างๆแล้วเขยิบที่นั่งให้ร่างบางนั่งสบายขึ้น

 

                "เห็นว่าจะกลับมาเดือนหน้านี่ล่ะครับ ทำไมครับ พี่ชานซองอยากเจอเหรอ?" ถามตามประสาซื่อแต่ทำคนฟังใจหายวูบ "ห้ามจีบพี่สาวผมนะ พี่สาวผมมีแฟนแล้ว"

 

                คำว่า "แฟน" กรีดลึกถึงหัวใจ

 

                ร่างสูงฝืนยิ้มให้คนตัวเล็กที่นั่งยิ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าพูดอะไรออกมา  "พี่ไม่จีบหรอกน่า รู้แล้วว่าพี่สาวจุนซูมีแฟนแล้ว"

 

                "ไหนๆก็มาแล้วอยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันไหมครับ ต้องกลับไปทำงานอีกหรือเปล่า"

 

                "ได้สิพี่เองก็ว่างอยู่แล้ว" ตอบรับทันควันเมื่อได้รับคำชวน หนทางตีสนิทจุนซูอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ดูแล้วจุนซูมีไมตรีให้เขาไม่น้อย ถ้าจียอนกลับมาแล้วเขาอาจจะหาเรื่องมาหาจุนซูเพื่อพบจียอนได้บ้าง

 

                ค่ำนั้นฮวางชานซองเลยได้ฝากท้องกับอาหารแสนอร่อยที่จุนซูทำมาประเคนถึงโต๊ะอาหารเกือบสิบอย่าง เล่นเอาอิ่มจนจุกแทบคลานกลับบ้านต้องนอนพักให้อาหารย่อยอยู่เป็นชั่วโมง พอจะกลับคนตัวเล็กยังยัดเยียดให้เอาขนมไปทานอีก สงสัยจริงว่าเรียนดนตรีหรือทำอาหารกันแน่

 

                ชายหนุ่มกลายเป็นแขกขาประจำของบ้าน มาบ่อยครั้งจนชารันเบื่อที่จะแยกเขี้ยวใส่ ไม่ว่าเขาจะเข้าใกล้จุนซูมาแค่ไหนหรือแตะเนื้อต้องตัวจุนซูอย่างไรก็ไม่สนใจ บางครั้งยังเดินหนีเปิดโอกาสให้อีกด้วย

 

                หนึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ความสัมพันธ์ระหว่างจุนซูและชานซองก็ใกล้ชิดกันมากขึ้นทุกที ภาพของจียอนเลือนหายไปโดยที่ชานซองไม่ทันรู้ตัว ชายหนุ่มเฝ้ารอวันเวลาที่จะได้พบกับจียอนอีกครั้ง จุนซูบอกเขาในมื้ออาหารวันหนึ่งว่าปลายเดือนหน้าจียอนจะกลับมาเขาจึงเสนอตัวอาสาขับรถพาไปรับมาส่งบ้านให้ จุนซูตอบตกลง ชานซองดีใจแทบลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นแต่ยังระงับอาการไว้ทัน

 

               

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

                ชายหนุ่มสองคนยืนอยู่หน้าทางออกของผู้โดยสารขาเข้า จุนซูส่ายหัวไปมา รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่สาวอีกครั้งหารู้ไม่ว่าชานซองที่ยืนหน้านิ่งนั้นตื่นเต้นยิ่งกว่าตนเองเสียอีก

 

                ร่างสูงเหลือบมองคนตัวเล็กข้างๆแล้วอดไม่ได้ที่จะวาดแขนโอบไหล่ ดึงร่างบางเข้ามาหาแล้วขยี้ผมด้วยความหมั่นเขี้ยว จุนซูดิ้นหลุดออกจากแขนรีบจัดทรงผมตนเองทำปากขมุบขมิบ

 

                "พี่ชานซองขี้แกล้ง"

 

                คนขี้แกล้งหัวเราะชอบใจ "ก็เราทำตัวน่าแกล้งเองนี่นา ยืนส่ายหัวอยู่ได้ชาติที่แล้วเกิดเป็นงูหรือไง"

 

                "ก็คนมันตื่นเต้นนี่" บ่นอุบอิบเสียงไม่ดังนัก ฟาดพัวะเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะไม่หยุด "ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะ!"

 

                ยังไม่ทันได้เอ่ยว่ากระไรต่อผู้โดยสารขาเข้าประเทศก็เริ่มทยอยเดินเข้ามา จุนซูคว้ามือชานซองไปบีบแน่น ไม่รู้เป็นเพราะตื่นเต้นหรือสาเหตุใดแต่ตอนนี้ชานซองใจเต้นจนแทบหลุดออกมานอกอก

 

                บีบมือคนตัวเล็กตอบแล้วดึงมาอยู่ตำแหน่งใกล้หัวใจ จุนซูจ้องมองผู้โดยสารตาแป๋ว หารู้ไม่ว่าพี่ชายคนสนิทที่ยืนอยู่ด้วยกันนั้นกำลังเม้มปากและหรี่ตา เหงื่อผุดพรายเต็มขมับและไรผม มือหนาชื้นเหงื่อทว่าร่างบางกลับไม่ใส่ใจเพราะความสนใจจดจ่ออยู่ที่พี่สาวของตนเอง

 

                "จุนซู!" หญิงสาวคนหนึ่งโบกมือมาให้แต่ไกล จุนซูยิ้มกว้างสะบัดมือหลุดจากชานซองวิ่งตรงเข้าไปกอดต้อนรับพี่สาวที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือนด้วยความคิดถึง

 

                "พี่จียอน คิดถึงจังเลย" หัวกลมๆมุดออดอ้อนพี่อย่างที่เคยทำ จียอนยิ้มกว้าง ดึงตัวน้องชายออกแล้วหอมแก้มซ้ายขวาไม่แคร์สายตาคนมอง

 

                "ไม่เจอกันตั้งนานคิดถึงพี่ไหม พี่เขยเราเขาฝากความคิดถึงมาด้วยนะ" หัวใจของชานซองกระตุกเมื่อได้ยินคำว่าพี่เขย แต่มันคงไม่กระตุกเท่ากับที่จียอนหันมาเห็นเขาเข้าพอดี

 

                ร่างสูงรู้สึกเก้กัง บรรยากาศชื่นมื่นระหว่างพี่น้องมลายลิ้นเมื่อจียอนหันมาเห็นเขา หญิงสาวเม้มปาก ปล่อยมือที่จับจุนซูตกลงข้างลำตัว

 

                "นายมาได้ยังไง?"

 

                "ผมลืมแนะนำให้พี่รู้จักไปเลยอ้ะ พี่จียอน นี่พี่ชานซองเป็นพะ.." จุนซูตั้งท่าจะอธิบาย แต่แล้วกลับต้องเงียบเมื่อจียอนยกมือห้ามแถมยังคว้าแขนเขาให้ขยับเข้ามาใกล้ จุนซูไม่เคยเห็นพี่สาวทำสีหน้าแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

 

                "นายมาทำอะไรที่นี่" จียอนถามเสียงเรียบ ผู้ชายคนที่ยืนอยู่ข้างจุนซูคือชานซองไม่ผิดแน่ แล้วตอนนี้ก็กำลังสบตากับเธออยู่ แต่ชานซองมากับจุนซูได้อย่างไรกัน ไปรู้จักกันตอนไหน เธอไม่เคยเอาภาพถ่ายหรืออะไรให้ดูด้วยซ้ำ

 

                "ฉัน.." ชายหนุ่มไม่กล้าตอบ ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะเจอสถานการณ์แบบนี้แต่พอเอาเข้าจริงแล้วเขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย

 

                จุนซูมองจียอนที ชานซองที สลับกันไปมาอย่างงุนงง

 

                "นายมากับน้องฉันได้ยังไงฮวางชานซอง"

 

                "อ้าว นี่พวกพี่รู้จักกันด้วยเหรอ" จุนซูถาม ปวดหนึบในอกลึกๆเมื่อหันไปเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของชานซอง สายตาที่มองพี่จียอนช่างแสนเศร้า หรือว่า..

 

                "ชานซองเป็นแฟนเก่าพี่ที่เพิ่งเลิกกันก่อนพี่ไปเมืองนอกไง" จียอนเป็นฝ่ายชิงตอบก่อน ชานซองทำท่าจะพูดอะไรต่อแต่กลับถูกจียอนขัดขึ้นอีกครั้ง "จุนซูมากับชานซองได้ยังไง ไปรู้จักกันตอนไหน พี่ไม่เคยพาเราสองคนมารู้จักกันเลยนะ" หันมาเค้นถามน้องชายเสียงดุ จุนซูเม้มปากบ้าง เริ่มเข้าใจสถานการณ์ได้รางๆ

 

                "ผม..เจอพี่ชานซองที่ร้านกาแฟ"

 

                "ร้านของมาสเตอร์แทคยอนใช่ไหม"

 

                "ใช่" ตอบกลับเสียงแผ่ว สองมือบิดชายเสื้อเพราะไม่รู้จะไปวางไว้ที่ไหน

 

                จียอนมองชานซองอย่างโกรธๆก่อนจะหันกลับมาถามจุนซูด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพราะรู้ว่าน้องชายกำลังกลัว "รู้จักกันมานานเท่าไรแล้ว"

 

                "หนึ่งเดือน" คราวนี้ชานซองเป็นฝ่ายตอบ จียอนตวัดสายตามองอีกครั้ง

 

                "นายต้องการอะไร"

 

                "ฉันอยากพบเธอนะจียอน อยากรู้ว่าทำไมเธอถึงบอกเลิกฉัน" ไม่ใช่...จุดประสงค์แรกที่เขาคิดไว้ไม่ใช่แบบนี้ ทว่าเมื่อเห็นจียอนเขากลับเปลี่ยนความคิด และตอนนี้เขาเป็นห่วงจิตใจของจุนซูมากกว่า คนตัวเล็กเริ่มมองเขากับจียอนสลับกันอีกครั้ง กำมืออย่างที่ชอบทำเวลาไม่สบายใจหรือหวาดกลัว

 

                "จุนซู..." เอ่ยเรียกคนตัวเล็ก แต่แล้วกลับต้องชะงักเมื่อจุนซูขัดขึ้นเสียก่อน

 

                "พี่หลอกใช้ผม!" จุนซูตะโกนลั่น เสียงตะโกนนั้นดังมากพอที่จะทำให้คนรอบข้างหันมามอง ทว่าชานซองกลับไม่ได้สนใจ ร่างสูงก้าวไปข้างหน้าหมายจะคว้าแขนคนตัวเล็กแต่แล้วกลับถูกจียอนก้าวเข้ามาขวางไว้ น่าแปลกที่ขณะนี้ใบหน้าของอดีตคนรักไม่ได้มีอิทธิพลกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                น้ำตาของจุนซูเสียอีกที่สั่นคลอนหัวใจเขาจนแทบบ้า

 

                "จุนซู ฟังพี่ก่อนได้ไหม พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่.."

 

                "ถ้าวันนั้นพี่ไม่รู้ว่าผมเป็นน้องพี่จียอนพี่ก็คงไม่ทำดีกับผม" ยกแขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆ ดวงตาและจมูกแดงก่ำ ชานซองอยากคว้าจุนซูเข้ามากอดเหมือนที่ผ่านมา

 

                "พี่.."

 

                "กลับกันเถอะครับพี่จียอน เรียกแท็กซี่กันเถอะ" เบือนหน้าหนีไม่ยอมฟังที่ร่างสูงพูดอีก คว้ากระเป๋าเดินทางล้อลากของพี่สาวมาถือไว้  จียอนถลึงตาใส่ชานซองเป็นเชิงห้าม แตะแขนจุนซูแล้วพาน้องชายเดินตรงไปยังประตูทางออก

 

                "จุนซู!" ชานซองตะโกน จุนซูไม่หันมา มีเพียงจียอนที่หันมามองแต่ก็มองด้วยสายตาแค้นเคือง ชายหนุ่มไม่สะทกสะท้านกับสายตาของหญิงสาวแต่อย่างใด เขาห่วงจุนซูมากกว่า

 

                จุนซูร้องไห้..เหมือนน้ำฝนรินไหลจากตา

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

                ชานซองไม่ได้พบจุนซูเลยนับแต่วันที่เกิดเรื่อง ไปหาจุนซูที่บ้านก็ถูกจียอนตะเพิดกลับมา หญิงสาวโมโหเขามากกว่าตอนที่เห็นหน้าเขาที่สนามบินเสียอีก มันก็น่าอยู่หรอก..เขาทำให้จุนซูเสียใจขนาดนั้น

 

                ยังดีที่มีเพื่อนเป็นอาจารย์คณะที่จุนซูเรียนอยู่ ไอ้เพื่อนบังเกิดเกล้าบอกว่าจุนซูไม่ค่อยมาเรียน มาก็มาสาย มาแล้วนั่งเหม่อลอยเหมือนคนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ทุกคำบอกเล่ายิ่งทำให้ชานซองเจ็บ เขาเป็นคนทำให้จุนซูเปลี่ยนไป

 

                ร่างสูงตัดสินใจไปดักพบคนตัวเล็กที่มหาวิทยาลัย สืบมาแล้วพบว่าเย็นนี้จุนซูจองห้องซ้อมดนตรีเอาไว้ คงเตรียมซ้อมดนตรีก่อนงานแสดงประจำมหาวิทยาลัย ตัวเขาเองไม่เคยเห็นจุนซูเล่นดนตรีเลยสักครั้งเลยไม่รู้ว่าร่างบางเก่งถึงขนาดเป็นนักเปียโนที่แสดงในงานแสดงดนตรีของมหาวิทยาลัย

 

                นักศึกษาหลายคนเดินสวนออกมาขณะที่ชานซองเดินเข้าไป ชายหนุ่มดักรอจุนซูอยู่หน้าห้องโถงเกือบสามชั่วโมงแล้วร่างบางยังไม่ออกมาเสียทีจึงเดินตามมาดู

 

                ห้องซ้อมดนตรีว่างเปล่า นักศึกษาทยอยกลับบ้านกันเกือบหมดแล้ว การหาตัวจุนซูจึงไม่ยากนัก เหมือนโชคเข้าข้างที่ร่างบางอยู่ห้องในสุด แว่วเสียงเปียโนดังลอดประตูออกมาเมื่อเดินเข้าไปใกล้

 

                ชะเง้อมองผ่านกระจกใสสี่เหลี่ยมขนาดเล็กตรงบานประตูด้านบน จุนซูนั่งหันหน้าให้ประตู สองมือพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด เสียงเปียโนไพเราะจับจิต

 

                จุนซูผอมลง

 

                ก้อนเนื้อในอกบีบรัดตนเองอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ ชานซองได้แต่ภาวนาว่าเมื่อจุนซูเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขาจะไม่ฆ่าเขาตายเสียก่อน

 

                ยืนมองอยู่นานไม่ไปไหน ใบหน้าหวานและท่วงทำนองของเสียงเพลงตรึงร่างเขาไว้กับที่ ยามริมฝีปากอิ่มขยับร้องเพลง เสียงใสกังวานก็จะดังตามออกมาด้วย เสียงที่เคยเรียกชื่อเขา เคยเล่าเรื่องต่างๆให้เขาฟัง ช่างแตกต่างกับเสียงสั่นเครือที่เขาได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายที่สนามบิน

 

                น้ำใสเอ่อคลอดวงตาคู่สวย ชานซองใจหายวูบ แทบลืมตัวบิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไป น้ำตาค่อยๆกลิ้งลงมาตามผิวแก้มขณะที่ริมฝีปากยังขยับร้องเพลง มือยังคงพรมลงบนคีย์บอร์ดเปียโน

 

                จุนซูเป็นอะไร..

 

                ร่างบางสั่นระริก มือข้างหนึ่งละจากเปียโนมาปิดปาก แรงสะอื้นเพิ่มมากขึ้นจนร่างนั้นสั่นสะท้าน สะอื้นจนตัวโยน เสียงเพลงเงียบหายไปแล้ว กลายเป็นเสียงสะอื้นเข้ามาแทนที่

 

                ชานซองหลับตา ตัดสินใจเคาะประตูให้คนตัวเล็กรู้ว่าเขามองอยู่

 

                เสียงเคาะประตูทำให้จุนซูเงยหน้าขึ้นมอง และแล้วดวงตาฉ่ำน้ำก็มีอันต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นหน้าของคนเคาะประตู ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ

 

                ชานซองทำท่าจะหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไป จุนซูรีบถลาไปล็อกประตูเอาไว้ ร่างสูงขยับลูกบิดสองสามทีก็พบว่ามันล็อกเสียแล้ว นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองเขาผ่านกระจกใส น้ำตายังคลอหน่วยตาแสนสวยนั้น

 

                "จุนซู" ร้องเรียกหวังว่าคนตัวเล็กจะเห็นใจ ทว่าจุนซูกลับถอยห่าง หันหลังใส่เขาแสดงเจตจำนงว่าไม่ต้องการคุยด้วย

 

                แขนตกลงข้างตัว หันหลังยืนพิงประตู เสียงเปียโนดังขึ้นอีกครั้ง ชานซองไม่รู้ว่าจุนซูต้องการจะสื่ออะไร เขารู้เพียงว่าเพลงที่จุนซูบรรเลงช่างแสนเศร้า

 

                เหลือบมองคนตัวเล็กผ่านช่องกระจกอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้มร่างบางเงียบๆ ริมฝีปากเม้มแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บเหมือนใครเอามีดมากรีดหัวใจ เขาอยากพูดคุย อยากเข้าไปขอโทษ อยากกอดร่างบางแนบอก

 

                น้ำตาของจุนซูไหลไม่หยุด..เหมือนสายฝนที่พร่างพรำอยู่ด้านนอก

 

                พิงหัวกับบานประตู หลับตาฟังเสียงเปียโนสลับเสียงฝน ดูท่าฝนคงจะตกแรงขึ้นเพราะได้ยินเสียงฝนชัดเจน

 

                ฮวางชานซองเกลียดฤดูฝน เกลียดสายฝน... 

 

 

                เสียงเพลงเงียบไปแล้ว อยากรู้ว่าทำไมเสียงเพลงจึงเงียบแต่ก็ไม่กล้ายื่นหน้าไปดู แค่เขาหันหลังให้ประตูยังรู้สึกเจ็บปวด แล้วถ้าเขาเห็นหน้าจุนซูล่ะจะเจ็บปวดขนาดไหน

 

                เสียงประตูปลดล็อกดังกริ๊ก ร่างสูงรีบเด้งตัวออกจากบานประตูอย่างรวดเร็ว ในที่สุดประตูสีส้มก็เปิดออกให้เขาได้ประจันหน้ากับคนตัวเล็กเสียที แม้ใบหน้าน่ารักนั้นจะซีดเซียว ดวงตาแสนสวยบวมช้ำ จมูกแดงก่ำ

 

                ยื่นมือไปหมายจะแตะตัว ทว่าร่างบางกลับเบี่ยงหลบไม่ยอมให้จับ มือหนาคว้าแขนเล็กเอาไว้ได้ก่อนที่คนตรงหน้าจะเขยิบไปไกลกว่านี้

 

                "จุนซู.."

 

                "หลีกทางให้ผมด้วยครับคุณชานซอง" น้ำเสียงเย็นชาและว่างเปล่า เสียงฟ้าร้องครืนคันดังสนั่นในขณะที่ภายในห้องมีแต่ความเงียบ จุนซูเบือนหน้าหนีไม่ยอมมองหน้า คราบน้ำตายังเปรอะสองแก้ม

 

                "พี่อยากคุยกับจุนซู" ชานซองเอ่ย พยายามดึงจุนซูเข้ามาใกล้แต่โดนขืนเอาไว้  "พี่เป็นห่วง พี่อยากคุยกับเราให้รู้เรื่อง จุนซูผอมลงนะ หน้าซีดมากเลยด้วย"

 

                "ผมไม่เป็นไร ไม่ต้องมาห่วงผม เราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน" การถูกเมินและกระแทกใส่ด้วยคำพูดบาดลึกไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ร่างสูงเม้มปาก ก้าวเข้าไปใกล้จนประชิดตัวอีกฝ่าย แนบริมฝีปากกับเรือนผมนุ่ม

 

                "พี่ขอโทษ" ชายหนุ่มกระซิบ จุมพิตเรือนผมแผ่วเบา "พี่รู้ว่าพี่ทำผิด...ผิดมาก จุนซูคงไม่มีวันให้อภัยพี่"

 

                "เราไม่เคยรู้จักกัน ผมไม่จำเป็นต้องให้อภัยอะไรคุณหรอกครับคุณชานซอง" ข่มใจพูดคำพูดรุนแรงออกไปอีก ทว่าแทนที่ร่างสูงจะปล่อยกลับเลื่อนแขนมากอดร่างบางไว้แนบอก

 

                "พี่ยอมรับว่าพี่รักจียอนมาก ตอนจียอนบอกเลิกพี่พี่แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ตอนพี่เห็นจุนซูที่้ร้านพี่ตกใจแทบแย่เพราะจุนซูหน้าเหมือนจียอน"

 

                น้ำตาเอ่อล้นขึ้นอีกครั้ง ราวกับมีมือล่องหนบีบหัวใจ จุนซูกัดปากกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้

 

                "พี่คิดว่าถ้าพี่สนิทกับจุนซูพี่อาจจะได้เจอจียอนอีก พี่อยากรู้ว่าทำไมจียอนถึงบอกเลิกพี่ แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าเพราะจียอนไม่ได้รักพี่อีกต่อไป"

 

                "ปล่อยผม"

 

                "พี่โง่มากใช่ไหมที่เอาจุนซูไปทับซ้อนกับจียอนทั้งที่ไม่ใช่คนเดียวกัน จุนซูก็คือจุนซู" กระชับแขนแน่นขึ้นเมื่อคนตัวเล็กเริ่มขยับทำท่าจะผละหนี "พี่ขอโทษที่ทำให้เสียใจ พี่ผิด พี่มันเลว"

 

                "พี่ชานซองใจร้ายที่สุด" เสียงหวานตัดพ้อ มือเล็กกำขยำเสื้ออีกฝ่ายจนยับยู่ยี่ ร่างสูงรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่แผ่นอก จึงได้แต่จุมพิตเรือนผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้

 

                "ใช่ พี่ใจร้าย แล้วก็โง่ด้วย" ดึงร่างบางออกห่าง ย่อตัวลงให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกัน ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยน "พี่โง่ไหมถ้าพี่จะบอกว่าตอนนี้พี่รักจุนซู"

 

                "ผมไม่ใช่ตัวแทนของใคร" เขื่อนน้ำตาไหลทะลักไม่ขาดสาย มือหนาประคองใบหน้าขาวเอาไว้ กระซิบเสียงแผ่วประชิดติดริมฝีปาก

 

                "พี่รักจุนซูแบบที่เป็นจุนซู ไม่ใช่ตัวแทนของใคร"

 

                "คนโกหก"

 

                "เชื่อพี่เถอะนะครับ"

 

                จุนซูนิ่งไปชั่วอึดใจ เขายอมรับกับตัวเองมานานแล้วว่าเขาหลงรักชานซอง แต่การกระทำของชายหนุ่มทำให้เขาไม่มั่นใจเลยว่ารักเขาจริงหรือเปล่า ในเมื่อที่ผ่านมาเขาเป็นเพียงเครื่องมือในการเข้าหาพี่สาวของเขาเท่านั้น

 

                เสียงฝนดังขึ้นอีกครั้ง ดูท่าวันนี้ฝนคงไม่หยุดตกง่ายๆ แม้เมื่อครู่จะซาลงไปบ้างแล้วแต่ก็กลับมาตกแรงขึ้นอีก แว่วเสียงฟ้าร้องประกอบเสียงฝนท่ามกลางความเงียบของคนสองคน

 

                "พี่ชานซอง..พิสูจน์ให้ผมเห็นได้ไหมครับ" จุนซูเอ่ย

 

                "ได้สิ จุนซูจะให้พี่ทำอะไร" ชานซองรับปาก ไม่ว่าจุนซูจะให้เขาทำอะไรเขายอมทำทั้งนั้น ขอเพียงได้ร่างบางมาอยู่ข้างกายอีกครั้ง เขาไม่อยากเห็นน้ำตาของจุนซูอีก แล้วก็ไม่อยากเสียจุนซูไป

 

               

 

 

 

               

                ฮวางชานซองยืนตากฝนอยู่หน้าบ้านจุนซูมากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ฝนไม่มีทีท่าว่าจะซาหรือหยุดตกซ้ำยังแรงขึ้นเรื่อยๆราวกับจะต้องการลงโทษเขาที่ทำให้จุนซูเสียใจ

 

                ไฟในบ้านเปิดสว่าง เขาสามารถมองเห็นคนตัวเล็กได้ผ่านทางหน้าต่างห้องนั่งเล่น จียอนเดินมาส่องดูเขาบ้างเป็นบางครั้งแต่จุนซูไม่เคยเดินมาดูเลย

 

                แหงนหน้าขึ้นมองก้อนเมฆด้วยความสงสัย เทพแห่งสายฝนจงเกลียดจงชังเขามากหรืออย่างไรจึงไม่ยอมหยุดฝนให้เขาเสียที เขาหนาวจนปากสั่นไปหมดแล้ว

 

                เอามือลูบหน้าไล่หยาดน้ำ อีกมือป้องหน้าผากเอาไว้ น้ำฝนไหลเข้าตาจนแสบไปหมด เสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบเนื้อ ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีซีดจาง อีกไม่นานเขาคงได้ไปนอนจับไข้ให้หมอฉีดยาเล่น

 

                เดินไปเดินมาบรรเทาความหนาว สองแขนยกขึ้นกอดอก ก้มหน้าไม่ให้น้ำฝนหยดใส่ตา เขาไม่เคยลงทุนเพื่อใครขนาดนี้มาก่อน แต่มันก็สาสมแล้วกับสิ่งที่เขาทำ

 

                เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหางตา ร่างสูงหันไปมองก่อนจะครางในลำคอ หัวใจปวดหนึบ ร่างบางยืนมองเขาอยู่ใต้ร่มคันใหญ่  สายตาจับจ้องมายังเขา มองเขาเหมือนเป็นตัวประหลาด

 

                จุนซูเดินเข้ามาหาชานซอง เว้นระยะไว้ไม่ให้ใกล้กันมากเกินไป

 

                "ทำไม..พี่ยังอยู่" เอ่ยถามเสียงแหบแห้ง กวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ร่างสูงเปียกปอนไปทั้งตัว พรุ่งนี้ไม่แคล้วจับไข้

 

                "ก็จุนซูอยากให้พี่พิสูจน์" ชานซองตอบ อยากคว้าคนตัวเล็กเข้ามากอดแต่ไม่อยากทำให้จุนซูเปียกฝนไปด้วย "พี่จะไม่ไปไหนจนกว่าจุนซูจะอนุญาต"

 

                "พี่กลับไปเถอะครับ" จุนซูว่า เม้มปากแน่น กลืนก้อนสะอื้นที่แล่นมาจุกอก "ทำแบบนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ผมแค่พูดไปแบบนั้นเอง"

 

                "แต่พี่ยินดีทำ จุนซูจะให้พี่ตากฝนทั้งคืนพี่ก็ทำได้ ขอแค่จุนซูยกโทษให้พี่"

 

                "พอเถอะครับเดี๋ยวจะไม่สบายเปล่าๆ"

 

                "แค่ไม่สบายมันเทียบไม่ได้กับความเสียใจของจุนซูหรอก" ชานซองบอก โชคดีเหลือเกินที่ฝนตกหนักทำให้ไม่มีใครมองออกว่าเขากำลังน้ำตาคลอ ชายหนุ่มนิ่งไปสักพักเพื่อคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "พี่มันเลวมากที่ทำกับคนที่ตัวเองรักได้ลงคอ"

 

                "พี่ชานซองไม่ได้รักผมหรอกครับ พี่แค่รู้สึกผิดเท่านั้นเอง"

 

                "ถ้าการที่พี่คิดถึงทุกวัน อยากมาหา อยากเจอหน้า อยากอธิบายให้เข้าใจ อยากเห็นรอยยิ้ม อยากได้ยินเสียงหัวเราะ ไม่อยากทำให้ร้องไห้ ไม่อยากทำให้เสียใจเป็นแค่ความรู้สึกผิด.." เสียงทุ้มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด หัวใจบีบรัดจนแทบวางวาย "...จุนซูจะให้พี่นิยามคำว่ารักไว้ยังไงครับ"

 

                "พี่ชานซอง.." จุนซูยืนนิ่ง สบตากับคนที่ยืนท่ามกลางสายฝนด้วยความไม่เข้าใจ พี่ชานซองรักพี่จียอนมาตลอดแล้วตอนนี้จะมาบอกรักเขาอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้

 

                "พี่น่าจะรู้ได้ตั้งนานแล้วว่าใครสำคัญที่สุดสำหรับพี่ พี่มันโง่มากที่คอยเอาอดีตมาเทียบกับปัจจุบัน"

 

                "กลับบ้านเถอะครับ ผมจะเข้าบ้านแล้ว"

 

                "จุนซู!" มือหนาคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ ดวงตาคมหมองเศร้าเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางใจอ่อน "พี่จะยืนอยู่ตรงนี้จนกว่าจุนซูจะยกโทษให้พี่ ไม่อย่างนั้นพี่ก็ไม่กลับ"

 

                "พี่ขู่ผมหรือครับ"

 

                "พี่พูดจริง" ยืนยันเสียงแข็ง "พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น พี่ปล่อยให้ตัวเองเดินหนีจุนซูมามากพอแล้ว พี่ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก"

 

                "งั้นก็เชิญตามสบาย" สะบัดมือออกจากการกอบกุมทำท่าจะเดินกลับเข้าบ้านไป แต่แล้วกลับต้องเซถลาไปด้านหน้า ร่มสีเหลืองหลุดกระเด็นจากมือ สายฝนพร้อมใจกันรุมกระหน่ำใส่ร่างบางที่ไร้เครื่องป้องกันทันที

 

                "พี่ขอโทษ" ชานซองกระซิบข้างหู กอดกระชับไม่ให้จุนซูหนีไปไหน "อย่าทำแบบนี้กับพี่เลยนะ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษจริงๆ"

 

                "ปล่อยผม" จุนซูบอก  ชานซองซุกหน้าลงกับหลังคอของจุนซู

 

                "ยกโทษให้พี่เถอะนะครับคนดี พี่สัญญาว่า.."

 

                "ผมบอกให้ปล่อย" พยายามแกะมือร่างสูงออกจากเอว ทว่ายิ่งแกะกลับยิ่งรัดแน่น สองร่างยืนกอดกันท่ามกลางฝนที่พรั่งพรูลงมาไม่ขาดสาย ชานซองเหลือบเห็นจียอนโผล่หน้าออกมาดูทางหน้าต่าง

 

                ร่างในอ้อมกอดยืนนิ่งไร้ปฏิกิริยา ร่างสูงกอดคนตัวเล็กไว้แนบกาย เขาไม่อยากเสียจุนซูไปอีกไม่ว่าจะด้วยอะไร แค่เห็นจุนซูหมางเมินใส่เขาก็ร้อนใจแทบบ้า

 

                น้ำฝนเย็นฉ่ำ ผิดกับหัวใจที่ร้อนดั่งไฟลน

 

                ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วที่สายฝนดังสนั่นแหวกผ่านความเงียบงันระหว่างคนสองคน ความรู้สึกที่มิอาจสื่อถึงกันต่างพยายามตามหากันและกันจ้าละหวั่น หัวใจดวงน้อยเต้นตุบ บีบรัดตนเองตามจังหวะของสายฝน ยิ่งหยาดน้ำจากเบื้องบนรินรดร่างกายมาเท่าใดความหนาวเหน็บก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

 

                จุนซูก้มหน้านิ่ง ปล่อยให้น้ำตาถูกสายฝนชะล้างไป ชานซองยังไม่ยอมคลายแขนออกจากตัวเขา และเขาเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะดิ้นรนใดๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มจึงทำเช่นนั้น...ไม่มีวันเข้าใจ

 

                "พี่รักจุนซู.." ร่างน้อยสั่นเพราะแรงสะอื้น ฝืนใจขืนตัวออกจากอ้อมแขนนั้นอีกครั้ง แม้แผ่นอกที่แนบอยู่กับหลังเขาจะถ่ายเทความอบอุ่นให้เพียงไรแต่กำแพงเสื้อผ้าและผิวหนังก็ไม่อาจส่งมอบความอบอุ่นให้แก่หัวใจเขาได้เลย

 

                ถ้าไม่มีพี่จียอน..พี่ชานซองก็คงไม่แม้แต่จะชายตามองจุนซูในวันแรกที่พบกัน

 

                "ปล่อยจุนซูเถอะครับ จุนซูหนาว" เพราะอยู่ด้านหลังทำให้ไม่เห็นว่าคนตัวเล็กร้องไห้ เมื่อร่างในอ้อมแขนสั่นระริกร่างสูงจึงยอมคลายแขนออก ปล่อยให้คนตัวเล็กเดินไปเก็บร่มที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นมากางกั้นฝนให้ตนเอง

 

                ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้ แตะมือลงบนแก้มนวล

 

                "เข้าบ้านแล้วอย่าลืมทานยานะครับ อาบน้ำสระผมด้วย" บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไล้ปลายนิ้วกับผิวเนียน "พี่จะยืนมองจนกว่าจุนซูจะเข้าบ้านนะครับ"

 

                "พี่จะกลับแล้วใช่ไหมครับ"

 

                "พี่อยู่ตรงนี้ล่ะ" บอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทั้งที่ในใจกรีดร้องเสียงก้อง ชายหนุ่มต้องอดกลั้นอารมณ์หลากหลายที่กำลังจะล้นทะลักออกมานอกอก "พี่จะไปไหนได้ยังไงในเมื่อจุนซูยังไม่ยกโทษให้พี่"

 

                "กลับไปเถอะครับมันไม่มีประโยชน์หรอก" จุนซูเอ่ยเสียงเรียบ ยื่นร่มให้ชานซอง "เราไม่เคยรักกัน แล้วก็คงไม่มีวันรักกัน"

 

                เป็นครั้งแรกที่จุนซูเห็นชานซองน้ำตาคลอทั้งที่สายฝนพร่างพรำลงบนใบหน้าหล่อเหลาจนแทบแยกน้ำตากับน้ำฝนไม่ออก

 

                "จุนซูพูดจริงเหรอ" เสียงทุ้มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด มือหนาผลักร่มกลับคืนให้ร่างบาง "กลับเข้าบ้านเถอะ ตากฝนมากกว่านี้จะพาลไม่สบายเอา"

 

                "พี่ชานซองต้องการอะไรครับ"

 

                "พี่ไม่ต้องการอะไรนอกจากให้จุนซูยกโทษให้พี่"

 

                "ถ้าผมบอกว่าผมยกโทษให้พี่จะกลับไปไหม"

 

                "พี่อยากเห็นจนแน่ใจว่าจุนซูอาบน้ำสระผม ทานยาแล้วเข้านอนตามที่พี่บอกนะ"

 

                จุนซูหลับตาลง ยิ่งพูดกับชานซองก็ยิ่งเหมือนไม่เข้าใจ เขาสับสนไปหมดแล้ว เขาไม่รู้ว่าชานซองคนไหนคือคนที่อยู่ตรงหน้าเขากันแน่ คนที่รักพี่สาวของเขาหรือคนที่บอกรักเขา

 

                คนเพิ่งรู้จักกันแค่สองเดือนจะรักกันได้อย่างไร

 

                จ้องมองร่างสูงอย่างชั่งใจ นัยน์ตาสีเข้มสะท้อนภาพอีกฝ่ายราวกับจะค้นหาตัวตนที่แท้จริงเพื่อหาคำตอบให้แก่คำถามในใจ

 

                "จุนซู ชานซอง" เสียงเรียกดังมาจากด้านในบ้าน ทั้งสองหันไปมองก็พบว่าจียอนยืนอยู่ตรงโรงจอดรถกำลังกวักมือเรียกให้เข้าไปหา

 

                "มีอะไรครับพี่จียอน" จุนซูตะโกนถาม เสียงฝนแทบกลบเสียงเขาจนหมด

 

                "เข้าบ้านมาก่อนเถอะเดี๋ยวจะเป็นปอดบวม ทั้งคู่เลย"

 

                จุนซูเดินตรงไปหาจียอนในทันทีไม่ได้สนใจว่าชานซองเดินตามมาหรือไม่ เขาคิดว่าชายหนุ่มน่าจะตามมาในเมื่อยืนตากฝนอยู่เกือบสองชั่วโมงแล้ว ไม่มีใครยอมบ้ามาทนตากฝนได้นานขนาดนี้หรอก ถือว่าเกินลิมิตความอดทนของคนทั่วไปแล้ว

 

                "ชานซองล่ะ" คำถามของจียอนทำให้จุนซูต้องหันหลังกลับ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเมื่อเห็นชานซองยังคงยืนอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆให้เมื่อเห็นจุนซูมองมา

 

                จุนซูตัดสินใจเดินกลับไปหาชานซองอีกครั้ง เอื้อมมือคว้าแขนแกร่งออกแรงกระตุกเบาๆให้ออกเดินแล้วพาเดินมาหาจียอนพร้อมกัน ในมือของหญิงสาวมีผ้าขนหนูสองผืนสำหรับจุนซูและชานซองคนละผืน

 

                "เช็ดหน้าเช็ดผมกันก่อน เปียกโชกทั้งคู่เลย" จุนซูรับผ้ามาเช็ดผมอย่างลวกๆก่อนจะพาดไว้บนบ่าแล้วเดินตามพี่สาวเข้าไปในบ้าน พลันผ้าขนหนูอีกผืนก็โปะลงมาบนหัวจนมองทางไม่เห็น

 

                มือเรียวดึงผ้าออก ตวัดตาใส่คนถือผ้าที่เพิ่งโปะใส่หัวเขาเมื่อครู่นี้

 

                "เช็ดผมอีกรอบก่อนสิ เข้าไปในบ้านเจออากาศเปลี่ยนฉับพลันเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก" ร่างสูงว่า คนตัวเล็กเม้มปากก่อนจะโปะผ้าวางคลุมหัวไว้แล้วเดินลิ่วๆนำเข้าบ้านไปทำให้ชานซองอดยิ้มออกมาไม่ได้

 

                อย่างน้อยก็พอใจชื้นขึ้นมาบ้าง..

 

 

 

                เมื่อเข้ามาในบ้านแล้วจุนซูก็โดนจียอนไล่ให้ไปอาบน้ำ ชานซองนั่งพักอยู่บนโซฟา การยืนขาแข็งตลอดสองชั่วโมงท่ามกลางอากาศเย็นและฝนตกไม่ใช่เรื่องดีสำหรับร่างกายมนุษย์เลยสักนิด ชายหนุ่มปฏิเสธยาลดไข้ที่จียอนนำมาให้

 

                "ทำแบบนี้ทำไม" หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความข้องใจ เธอคบกับชานซองอยู่หลายปีก่อนจะบอกเลิกชายหนุ่มเพื่อไปคบหากับคนใหม่ เธอรู้ดีว่าชานซองเป็นคนจริงจังแค่ไหน

 

                "ถ้าทำแล้วจุนซูอาจจะหายโกรธ"

 

                "จุนซูน่ะเป็นพวกใจแข็งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ยอมยกโทษให้ใครง่ายๆหรอก ยิ่งทำให้เสียใจหนักอย่างนายแล้วด้วยยอมมองหน้าก็บุญเท่าไรแล้ว" แสร้งทำเป็นพูดแรงเพื่อดูปฏิกิริยาของร่างสูง ชานซองหลุบตาลง มือที่ถือแก้วน้ำสั่นน้อยๆ

 

                "ช่างมันเถอะ" ตัดบทเพราะไม่อยากพูดถึงอีก สายตาคอยแต่จะจับจ้องไปนอกห้องนั่งเล่น จุนซูหายเข้าห้องน้ำไปนานมากแล้วทำไมยังอาบน้ำไม่เสร็จสักที

 

                "อีกเดี๋ยวจุนซูก็คงมา นั่งเล่นไปก่อนแล้วกันฉันจะไปโทรศัพท์" พูดจบก็เดินหนีออกจากห้องทิ้งให้ร่างสูงจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเพียงลำพัง เสียงฝนซาลงไปบ้างแล้ว เสียงนาฬิกาดังติ๊ก..ติ๊ก..แทรกผ่านเสียงฝนเป็นระยะ

 

                เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา เกือบสี่ทุ่มแล้วหรือนี่ เขายืนอยู่ข้างนอกนั่นนานเท่าไรนะ หนึ่งชั่วโมง? สองชั่วโมง? ทรมานแทบแย่แต่ก็ฝืนทนเพื่อพิสูจน์ให้จุนซูเห็น

 

                ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปาก นึกสมเพชตนเองขึ้นมาติดหมัด

 

                เพิ่งทำร้ายจิตใจเขาไปหยกๆแต่จะมาขอให้เขายกโทษให้อย่างนั้นหรือฮวางชานซอง

 

                เอนตัวลงนอนเหยียดยาวบนโซฟา ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนชอบนอนในที่แบบนี้แต่เขาไม่อาจฝืนสังขารได้อีกแล้ว อุณหภูมิในร่างกายกำลังปรับตัวหลังจากเผชิญกับความเย็นมาตลอดสองชั่วโมงแล้วปรับเปลี่ยนเป็นอากาศอบอุ่นโดยฉับพลัน

 

                เปลือกตาหนักอึ้ง ฮวางชานซองไม่สามารถฝืนตนเองได้อีกแล้ว..

 

 

 

 

                เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนโซฟา สัมผัสเย็นชื้นแปะอยู่บนหน้าผาก ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า น่าแปลก แทนที่จะรู้สึกหนาวชานซองกลับรู้สึกว่ามันช่างร้อนแสนร้อน ร้อนจนเหงื่อผุดพรายไปทั่ว อยากขยับตัวแต่ก็ขยับไม่ได้

 

                ศีรษะปวดจนแทบระเบิด ฝืนลืมตาขึ้นเพียงชั่วขณะก็ต้องหลับตาลงอีกครั้ง เปลือกตาร้อนผ่าว..

 

                ปลายนิ้วของใครบางคนแตะลงบนเปลือกตา ไล้ไปตามโครงหน้า ก่อนที่สัมผัสนั้นจะละห่างออกไป ริมฝีปากแห้งผากขยับเป็นคำพูด พยายามสื่อสารกับคนที่อยู่ข้างกาย

 

                จุนซู...

 

                "จุนซู.." เสียงทุ้มพึมพำทำเอาร่างบางที่กำลังสาละวนอยู่กับการเช็ดตัวให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก เขาเห็นพี่ชานซองลืมตาขึ้นจึงคิดจะผละห่าง แต่แล้วเปลือกตาที่ปิดลงทำให้อดกังวลไม่ได้จนต้องเอานิ้วแตะเปลือกตาดูเผื่อวัดอุณหภูมิก่อนจะกลับมาเช็ดตัวต่อ

 

                ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ไม่ขานรับเสียงเรียกของชายหนุ่ม พี่ชานซองคงแค่ละเมอ... แค่ละเมอเท่านั้น

 

                "จุนซู" มือหนาป่ายปะจนคว้ามือของร่างบางได้ คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน พยายามยื้อมือเรียวที่กำลังจะชักหนี

 

                จุนซูดึงมือจนหลุดออกจากมือหนาได้สำเร็จ ร่างบางมองการกระทำของร่างสูงอย่างไม่เข้าใจ ชานซองตัวร้อนมาก ร้อนจนจุนซูต้องเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้ ไม่น่าเชื่อว่าจะจับไข้เร็วขนาดนี้

 

                "พี่ต้องการอะไรกันแน่ครับ" กระซิบถามผ่านโสตอันเลือนราง แทนคำตอบ มือหนาคว้าหามือเรียวมากุมไว้อีกครั้ง ดึงไปแนบแก้มทั้งที่ยังไม่เปิดเปลือกตา

 

                "จุนซู... พี่ขอโทษ"

 

                ค่อยๆแกะมือออกจากมืออีกฝ่าย เขายังไม่พร้อมฟังอะไรตอนนี้ทั้งนั้น ทั้งที่อยากจะใจดำเดินหนีเข้าห้องนอนไปเลยทว่าใบหน้าซีดเซียวนั้นทำให้เขาต้องกลับมาพร้อมผ้าขนหนูและกะละมังน้ำอุ่น ตากฝนตั้งสองชั่วโมงถ้ายังสบายดีอยู่คงไม่ใช่คนแล้ว

 

                เบือนหน้าหนี ก้มมองแผ่นอกกว้างพร้อมทั้งเอาผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้

 

                "จุนซู.." เสียงทุ้มแหบแห้ง หากแต่เว้าวอนจุนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามอง

 

                "ครับ" ใจสั่งห้ามแต่ปากกลับขานรับ ร่างบางเม้มปาก หันหน้าหนีไปอีกทาง

 

                ชานซองฝืนกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็น จุนซูผวาเข้ามาช่วยประคองเมื่อชายหนุ่มทำท่าจะล้มแหมะลงไปกองบนโซฟาอย่างเดิม ลมหายใจร้อนเป่ารดผิวขาว อุณหภูมิจากผิวเนื้อที่ฝ่ามือแนบลงไปบอกให้ร่างบางรู้ว่าอีกฝ่ายคงจะไข้ขึ้นสูงในอีกไม่นาน

 

                "ไปหาหมอไหมครับเดี๋ยวจะแย่เอา" เสนอเรื่องอื่นเพื่อจะไม่ต้องพูดคุยกัน มือหนายึดข้อมือบางเอาไว้ก่อนที่คนใจแข็งจะผละหนี

 

                "พี่ไม่ไปไหน" รู้สึกเจ็บคอเมื่อเอ่ยปาก แต่ก็พยายามเค้นเสียงออกมาให้มากที่สุด "พี่จะไม่ไปไหนจนกว่าจุนซูจะยกโทษให้พี่"

 

                "อย่าดื้อเลยครับ มันไม่มีประโยชน์หรอก"

 

                "พี่รักจุนซูนะ"

 

                ดวงตาคู่สวยมีน้ำฉ่ำชื้น จ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาตัดพ้อ คำว่ารักเสียดแทงไปทั้งหัวใจ เจ็บปวด... ไม่รู้ว่าคนพูดรู้สึกอย่างไร ทว่าคนฟังกลับรู้สึกเจ็บปวดจนแทบวางวาย ก้อนเนื้อในอกบีบรัด ลมหายใจติดขัดเหมือนมีอะไรมาอุดหลอดลมไปชั่วขณะ

 

                "พี่รักจุนซู..รักจุนซูมาก..มากกว่าที่เคยรักใคร"

 

                "เวลาแค่นี้ไม่ทำให้พี่รักผมได้มากกว่าคนที่พี่คบมานานหรอกครับ" เอ่ยปัดพร้อมพูดกระทบไปถึงพี่สาวของตนเอง เจ็บใจลึกๆเมื่อความจริงยังตอกย้ำว่าที่พี่ชานซองเข้าหาเขาก็เพื่ออยากเจอพี่จียอนอีกครั้ง หากเขาไม่ใช่น้องชายของพี่จียอนเขาก็คงไม่ได้รู้จักกับพี่ชานซอง

 

                "แต่แค่ไม่กี่วินาทีที่สนามบินก็ทำให้พี่รู้แล้วว่าพี่เลือกใคร" ดึงร่างบางมากอดไว้แนบอก แก้มขาวแนบกับอกกว้าง ร้อนจนต้องนิ่วหน้า ชักใจไม่ดีกับอาการของชานซอง

 

                "พี่ชานซอง.."

 

                "พี่ไม่อยากเห็นจุนซูร้องไห้อีก พี่มันเลว พี่ขอโทษ พี่ผิดเอง พี่ยอมรับความผิดของพี่ทุกอย่าง จุนซูอย่าร้องไห้เลยนะ ไม่ต้องยกโทษให้พี่ก็ได้ แต่อย่าเมินเฉยพี่เลย อย่ามึนตึงใส่พี่อย่างนี้" พูดไปหอบไปเพราะร่างกายชักสู้พิษไข้ไม่ไหว อ้อมแขนยังกอดร่างบางแนบแน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเลือนหายไปกับมวลอากาศ

 

                จุนซูหลับตานิ่ง ฟังเสียงหัวใจของชานซองเต้นถี่ มือเรียววางทาบลงบนอกกว้างก่อนจะยันตัวออก ร่างสูงทำท่าจะกอดแน่นขึ้นอีกร้อนถึงร่างบางต้องจับแขนเอาไว้

 

                "พี่ชานซองตัวร้อนมาก ไปหาหมอนะครับ"

               

                "ถ้าพี่ไปหาหมอ จุนซูก็จะทิ้งพี่ไว้ที่นั่นใช่ไหม" ดวงตาเศร้าสร้อยละลายความโกรธในจิตใจไปเกือบหมด ร่างบางมองดวงตาตรงหน้าราวกับต้องการจะมองลึกเข้าไปถึงจิตใจ

 

                จุนซูเชื่อพี่ชานซองได้ไหม.. จะถูกทำร้ายจิตใจอีกครั้งหรือเปล่า

 

                "ผมเชื่อพี่ได้ไหมครับ?"

 

                "...."

 

                "คำว่า 'รัก' ของพี่ชานซองน่ะ ผมเชื่อได้ไหม"

 

                ไม่มีคำตอบจากร่างสูง มีเพียงอ้อมแขนที่รัดแน่นขึ้นอีกเท่านั้น ลมหายใจร้อนเป่ารดใบหู เกยคางกับไหล่ลาด ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้อีกจึงเลือกที่จะใช้การกระทำแทนคำพูด

 

                ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะกอดตอบ ซบหน้าลงกับแผ่นอกของฝ่ายด้วยความเต็มใจ แม้ชานซองจะไม้ได้ยืนยันด้วยคำพูดทว่าการกระทำของชานซองก็ทำให้จุนซูรู้สึกได้

 

                เชยคางร่างบางให้เงยหน้า สัมผัสอบอุ่นจุมพิตที่เปลือกตา พวงแก้ม บรรจบ ณ ริมฝีปาก ก่อนจะส่งยิ้มหวานละมุน

 

                "พี่รักจุนซูนะครับ"

 

                "ผมก็รักพี่ชานซองครับ"

 

                ร่างสูงยิ้มแก้มปริ คว้าคนตัวเล็กเข้ามากอดอีกครั้ง จุนซูหัวเราะคิกคักพยายามดันตัวออกเพราะชานซองรัดแขนแน่นเกินไปจนหายใจไม่ออก

 

                "พี่ชานซอง~ จุนซูหายใจไม่ออก"

 

                "พี่กลัวจุนซูจะทิ้งพี่ไปอีกนี่นา"

 

                "ไม่ไปไหนแล้วล่ะครับ" ส่งยิ้มให้เป็นกำลังใจคนป่วย "แต่ผมจะพี่ชานซองไปหาหมอนะ" พูดจบก็ดึงแขนร่างสูงเพื่อฉุดให้ลุกขึ้น ทว่าชายหนุ่มกลับทำตัวเป็นเด็กโข่งเสียอย่างนั้น ออกอาการงอแงไม่ยอมไป จะยอมไปก็ต่อเมื่อจุนซูหอมแก้มตนเองก่อน

 

                ใบหน้าขาวขึ้นสีจัด เขินคนทะลึ่งจนไม่รู้จะด่าว่าอะไรดี

 

                "ตาแก่ลามก"

 

                ไม่แน่ใจว่าเพราะพิษไข้หรือพิษรักสมองของชานซองถึงได้ตื้ออย่างนี้ คิดอะไรไม่ออกเลยนอกจากว่าอยากอยู่กับจุนซูตลอดไป

 

                "แต่พี่ลามกกับน้องจุนซูคนเดียวนะ"

 

                ร่างบางค้อนตาคว่ำ ไม่ต่อความยาวสาวความยืดประเดี๋ยวจะเข้าตัว เม้มปากชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงไปหอมแก้มร่างสูงหนึ่งที แก้มขาวแดงปลั่งน่าเอ็นดู เช่นเดียวกับแก้มที่เพิ่งถูกประทับรอยจูบไปเมื่อครู่นี้ ความสุขอบอวลไปทั่งบริเวณ ชานซองยกมือขาวขึ้นจุมพิต เรียกเลือดให้ขึ้นมาวิ่งบนใบหน้าของจุนซูมากกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                "เอ้าคู่รักนั่นน่ะจะสวีทกันอีกนานไหมยะ เดี๋ยวแม่ก็ปล่อยให้ปอดบวมตายเสียเลยนี่!"

 

 

 

                "คร้าบผม ไปแล้วคร้าบ ดุจังเลยนะครับคุณพี่สะใภ้"

 

 

 

                "ใครเป็นพี่สะใภ้นายยะฮวางชานซอง!!!"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                END.

 

-----------------------------------------------------------
 
 
tictoc13 : Talk!!!~
 
เป็นการจบที่ปาหมอนมาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย
ความจริงแล้วเริ่มเขียนฟิคนี้ตั้งแต่เพลง Rainy Days ออกใหม่ๆเชียวนะ
เมื่อต้นปีโน่น มาสำมะเร็จเอาตอนปลายปี เอวัง - -"
 
ว่าจะเขียนฟิคจุนอู ทำไมกลายเป็นชานซูไปได้ เอร๊ยยยยยยยย 
มันอยู่ในจิตใต้สำนึก >//////////<
 
เอ็นจอยรีดดิ้งค่า

Comment

Comment:

Tweet


แอร้วว สาหนุกมากเรยค๊าา
ไม่ค่อยจาเคยอ่านชานซูเท่าไร
แอร้ว~ชานกลายเป็นตาแก่ลามกไปซ่ะแร่ะ

สงสารซูมากเรยเน้ เรื่องนี้ ใช้คำแทนตัวเองได้น่ารักมากเรยเน้
ชานเนี่ย น่าโดนมาจับก้น เอ้ย! ตีก้นมากเรย:P ทำร้ายจิตใจซูได้ลงคอ

#5 By coco (58.8.219.197) on 2011-11-07 20:31

ตอนแรกนี่ดราม่าได้ใจฮร่ะ.....แต่ตอนหลังนี่ต้องหาแซมบัคมาทา เพราะ มดกัด5555555555555cry

#4 By Junking ณ บ่ายสอง on 2011-11-06 20:18

จุนซู นู๋น่ารักมากคะลูก
ชอบที่เรียกตัวเองว่า จุนซูอย่างนั้น จุนซูอย่างนี้

นึกว่าจะจบแบบดราม่าซะแล้ว!!
เพราะอิชาน..แกใจร้ายมากกกกกกก >>ชั้นจะฆ่าแก หุ หุ

#3 By LoveLove_CS (124.122.30.236) on 2011-11-04 22:48

เรื่องนี้โคตรบีบหัวใจอ่ะ ฮวางแม่มโคตรเลว (ลูกใครวะ)

หลอกใช้น้อง อ่านแล้วอยากตบคว่ำ

น้องแม่มก็น่าสงสาร โดนหลอกใช้

โดนหลอกให้รัก

แล้วก็โดนหักหลัง

อิพี่ก็ควาย กว่าจะรู้ใจตัวเอง - -

อ่านไปก็หมั่นใส้ไป เฮ้อออออ


อ่านไปแม่มหน้าคนร้องเพลงก็ลอยมา หนูคิดถึงสกาย TT^TT (เกี่ยว?)

*วิ่งหลบตรีน* 555555555

#2 By kaiwaii (168.156.89.37) on 2011-11-04 05:19